söndag 26 mars 2017

"โกตี๋ " ออกจาก ลาว แล้ว

"โกตี๋" ออกจาก "ลาว" แล้ว ปฎิเสธเรื่องอาวุธและยืนยันไม่เกี่ยว "จารุพงศ์"

jom voice

Published on Mar 26, 2017

นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ ผู้ต้องหามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง ซ่องสุมอาวุธเพื่อก่อเหตุความรุนแรงซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการตัวของรัฐบาลไทยในเวลานี้ ให้สัมภาษณ์ Thaivoice อีกครั้งหลังจากเจ้าหน้าที่รัฐขยายผลปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายของโกตี๋อย่างต่อเนื่องว่า ขณะนี้ตนไม่ได้อยู่ในประเทศลาวแล้ว เพื่อความปลอดภัยของคนอื่น ๆ จึงตัดสินใจหลบหนีออกมา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าอยู่ที่ใดเอาเป็นว่าอยู่ดาวอังคารก็แล้วกัน แต่ยืนยันว่าไม่ท้อแท้ยังคงต่อสู้เพื่อล้มเผด็จการทหาร และเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่สหพันธรัฐไทต่อไป ส่วนการถูกพาดพิงจากผู้ต้องหาที่ควบคุมตัวได้นั้น มีเพียงคนเดียวที่ตนรู้จักคือ นายธีรชัย อุตรวิเชียร หรือระพินเท่านั้น แต่หลังจากที่ตนหนีออกมาก็ไม่เคยพบปะพูดคุยกันอีกเลย ส่วนเรื่องอาวุธที่มีการโยงหรือพาดพิงถึงนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทยนั้น ทหารจะกล่าวหาอะไรได้ทั้งนั้น ตนไม่เคยเจอกับนายจารุพงศ์ เพียงแต่ได้ความคิดจากการฟังคลิปของนายจารุพงศ์เท่านั้นเอง และการเคลื่อนไหวของสหพันธรัฐไท ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย หรือ อดีตนายกฯทักษิณแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามฝากถึงสมาชิกในสหพันธรัฐไททุกคนว่าอย่าท้อแท้ และหากตนเกิดเป็นอะไรไปก็ขอให้มีกำลังใจในการต่อสู้กันต่อไป

.....
องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

แถลงการ์ณเรื่องจุดยืนและการเคลื่อนไหวขององค์การฯ

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ฝ่ายปฏิบัติการจิตวิทยา หรือฝ่ายไอโอ ของหน่วยทหารออกข่าวประสานกันตามเครือข่ายที่จัดตั้งไว้ เพื่อสร้างสถานการณ์ รวบบุคคลที่เห็นต่างทางการเมืองทุกคนทุกกล่มเข้าด้วยกัน โดยป้ายสีว่า เป็นผู้ก่อการร้าย สร้างความไม่สงบให้กับประเทศไทย ดังที่ปรากฏชัดในปัจจุบันนี้นั้น

องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี โยง
องค์การเสรีไทยฯ ให้เป็นองค์การผู้ก่อการร้าย และขอยืนยันความจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับเป่าหมายและการดำเนินงานขององค์การฯ ดังต่อไปนี้

ปฐมบทของการก่อตั้งองค์การเสรีไทยฯ เป็นเพราะเราไม่ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารที่ได้มาจากการสร้างสถานการณ์ปั่นปวนทางการเมืองโดยกลุ่มบุคคลในเครือข่ายเผด็จการไทย เรายืนยันที่จะต่อสู้เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเสรีตามระบอบการปกครองตามหลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงการที่ คสช. ออกคำสั่งต่าง ๆ หลังการยึดอำนาจ และยังเลวร้ายหนักขึ้นในวันนี้ จนถึงกับมีการอ้างกฎหมายรัฐธรรมนญมาตรา ๔๔ ที่อุปโลกน์ให้หัวหน้า คสช. มีอำนาจล้นแผ่นดิน สามารถส่งให้กำจัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยางกว้างขวางและไร้วงจำกัดนั้น เป็นสิ่งที่เราไม่ยอมรับมาโดยตลอด และจะขอต่อต้านจนกว่าจะมีการยกเลิกการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แล้วให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมเสมอภาคกันและอยู่ร่วมกันบนหลักนิติรัฐและการเคารพสิทธิมนษยชนอย่างมีภราดรภาพได้

อนึ่ง ขอประกาศว่า องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ได้ยึดมั่นและต่อสู้ เพื่อบรรลุ
วัตถุประสงค์สำคัญ ๆ ดังนี้

๑. รัฐบาลไทยจะต้องเคารพสิทธิมนุษยชนทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย ตามข้อผูกพันทุกเรื่องที่รัฐไทยได้ลงนามรับพันธสัญญาไว้กับองค์การสหประชาชาติ

๒. รัฐไทยต้องถูกสถาปนาให้ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นการปกครองที่
อำนาจเป็นของประชาชน ใช้โดยตัวแทนที่ได้รับฉันทานุมติจากปวงชน และทำเพื่อพิทักษ์ รักษา และอำนวยประโยชน์แก่ปวงชนทุกกลุ่มในชาติ โดยประกันสิทธิและเสรีภาพของทุกคน บนความเสมอภาค การเคารพกฎหมาย และการเคารพเสียงข้างมากของปวงชน

๓. องค์การเสรีไทยฯ สนับสนุนระบบคุณธรรม และต่อต้านระบบอุปถัมภ์ที่ใช้การแต่งตั้งแทนการเลือกตั้งและใช้กฎหมู่หรือ “อภินิหารทางกฎหมาย” แทนระบบนิติรัฐ-นิติธรรม กล่าวคือ ระบอบเผด็จการไทยวันนี้ ใช้ระบบอุปถัมภ์แต่งตั้งคนของเครือข่ายเผด็จการขึ้นใช้อำนาจของปวงชน แทนระบบคุณธรรม ที่ส่งเสริมคนดีมีความรู้และความสามารถให้ได้มีโอกาสบริหารประเทศชาติ เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง

๔. รัฐบาลจากการรัฐประหาร จะต้องยกเลิกการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ ซึ่งไปละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration for Human Rights) เกือบทุกมาตรา ในจำนวน ๓๐ มาตราที่องค์การสหประชาชาติประกันไว้ โดยการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ป่าเถื่อนถึงขั้นสังหารหมู่ประชาชนผู้ต่อต้านระบอบเผด็จการ ได้เกิดขึ้นซ้ำซาก นับแต่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ และวันนี้การจ้องกดขี่ ข่มขู่ และใช้ความรุนแรงรูปแบบต่าง ๆ ต่อประชาชน กำลังจะกลับมาและจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากลัวยิ่ง

๕. รัฐบาลเผด็จการทหาร จะต้องเร่งคืนอำนาจให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยการจัดให้มีการเลือกตั้งอย่าง
บริสุทธิ์ยุติธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อไมให้ความขัดแย้งและเสียหายต่อประเทศชาติบานปลายจนยากจะแก้ไขโดยสันติ ทั้งนี้ ในฐานะองค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ไมแสวงกำไร องค์การเสรีไทยฯ ได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายและวิธีการ โดยถือสันติวิธี ใช้ความรู้และความจริง ตลอดจนอาศัยการรวมตัวกันของคนไทยทั่วโลก บนความชอบธรรมของเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่ถูกรัฐบาลเถื่อนปล้นอำนาจและผลประโยชน์ โดยเราถือว่า เมื่อปวงชนในประเทศไม่สามารถใช้กำลังหรือความรุนแรงต่อต้านเผด็จการที่ยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จ เราก็ต้องอดทนและให้โอกาสผู้ถืออำนาจรัฐทำงานจนถึงที่สุด และใช้นโยบายโลกล้อมประเทศและการให้ความรู้กับพี่น้องร่วมชาติมาโดยตลอด และหวังว่า ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันในฐานะพี่น้องร่วมชาติ ในการนำพาประเทศพ้นจากความขัดแย้งอันถึงจุดใกล้วิกฤตินี้โดยเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไป

(นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ)

เลขาธิการ องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
แถลง ณ วันที่ ๒๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐

(จากไทยอีนิวส์ )

ม.112-พ.ร.บ.คอมฯ ใช้เพื่อรักษาอำนาจให้ " พ่อของแผ่นดิน "

แจ้งข้อหา ม.112-พ.ร.บ.คอมฯ “แกนนำนปช.สุรินทร์” เหตุส่งข้อความทาง “ไลน์” ตั้งแต่ก.ค.59



กลุ่มผู้ต้องหา 9 คน ขณะถูกนำตัวมาที่กองบังคับการปราบปราม

แจ้งข้อหา ม.112-พ.ร.บ.คอมฯ “แกนนำนปช.สุรินทร์” เหตุส่งข้อความทาง “ไลน์” ตั้งแต่ก.ค.59


By TLHR
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
มีนาคม 24, 2017

จากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจควบคุมตัว 9 บุคคล จาก 7 จังหวัด ที่ถูกระบุว่าอยู่ในเครือข่ายของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” พร้อมกับตรวจค้นพบอาวุธปืนและยุทธภัณฑ์ต่างๆ จากหลายจุดดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 มี.ค.60 ก่อนเจ้าหน้าที่ระบุว่าได้นำตัวทั้ง 9 คน ไปควบคุมภายในมณฑลทหารบกที่ 11 เพื่อทำการสอบสวนเป็นเวลา 7 วัน

จากนั้น วันที่ 20 มี.ค.60 พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามได้รวบรวมพยานหลักฐานเสนอต่อศาลอาญา เพื่อขออนุมัติหมายจับนายวุฒิพงศ์ กับพวกรวม 6 คน ในหลายข้อหา อาทิ ครอบครองยุทธภัณฑ์ อาวุธสงคราม, ครอบครองยาเสพติด, อั้งยี่ และซ่องโจร โดยการขอออกหมายจับดังกล่าวเกิดขึ้นโดยผู้ต้องหาหลายคนอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ทหารอยู่แล้ว

ในวันนี้ (24 มี.ค.60) พล.ต.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าคณะทำงานด้านกฎหมาย ของคสช. และพ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คสช. พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ได้ควบคุมตัว 9 ผู้ต้องหา มายังกองบังคับการปราบปราม พร้อมนำของกลางมาส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กองปราบฯ ด้วย จากนั้นได้มีการให้แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจตรวจร่างกายของผู้ต้องหา มีการแสดงหมายจับของผู้ต้องหาแต่ละราย จากนั้นจึงมีการแถลงข่าว และเปิดให้สื่อมวลชนซักถาม แต่ไม่ได้มีกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาที่กองปราบฯ แต่อย่างใด

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งให้กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในคดีก่อการร้าย สอบปากคำเบื้องต้น และพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหา ประกอบสำนวนที่ดีเอสไอรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุว่าอาวุธของกลางที่พบบางส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในช่วงสถานการณ์การชุมนุมเมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นอำนาจของดีเอสไอในการดำเนินคดี

ฝ่ายกม.คสช.แจ้งความ 112-พ.ร.บ.คอมฯ แกนนำนปช.สุรินทร์ เหตุส่งข้อความทางไลน์

ขณะเดียวกัน ในกรณีนายสุริยศักดิ์ ฉัตรพิทักษ์กุล นอกจากถูกแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปี 2553 อันเป็นคดีในอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ทาง พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รองผู้กำกับกองกำกับการ 3 จากกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้เดินทางมาที่ดีเอสไอ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) ต่อเขาด้วย

ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ระบุว่าเมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2559 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับรายงานจากแหล่งข่าวว่ามีกลุ่มบุคคลมีพฤติการณ์ส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยสืบทราบว่าหนึ่งในนั้น มีผู้ต้องหาซึ่งเป็นประธานนปช.จังหวัดสุรินทร์ และเป็นกลุ่มนปช. ในเครือข่ายของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำกลุ่มนปช. จังหวัดปทุมธานี กับพวก รวมอยู่ด้วย มีการส่งข้อความติดต่อพูดคุยกันทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ชื่อกลุ่มไลน์ “คนนอกกะลา” โดยผู้ต้องหาใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า “Suriyasak” และใช้รูปโปรไฟล์ของตนเอง

บันทึกแจ้งข้อหาระบุต่อว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อความการสนทนาพูดคุยและการส่งภาพในกลุ่มไลน์ พบว่าเมื่อวันที่ 13 ก.ค.2559 เวลา 19.35 น. ผู้ต้องหาได้ส่งข้อความพูดคุยกับสมาชิกในกลุ่มไลน์คนหนึ่ง มีข้อความที่เข้าข่ายเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ผู้กล่าวหาคือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง จึงได้ทำการจัดเก็บและรวบรวมข้อความการสนทนาของผู้ต้องหา และเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

อีกทั้ง การกระทำตามที่กล่าวหาในคดีนี้ ยังเกิดขึ้นก่อนการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 55/2559 ลงวันที่ 12 ก.ย.2559 ที่ให้คดีบางประเภทที่มีประกาศคสช.ให้อยู่ในอำนาจศาลทหาร ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่คำสั่งฉบับนี้ใช้บังคับ ไปอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม ทำให้เจ้าหน้าที่ระบุว่าคดีนี้จึงยังอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารอยู่ จึงได้มีการขอหมายจับคดีนี้จากศาลทหาร และศาลทหารกรุงเทพได้อนุมัติหมายจับที่ 10/2560 ลงวันที่ 17 มี.ค.60 อันเป็นวันก่อนหน้าที่นายสุริยศักดิ์จะโดนจับกุมหนึ่งวัน

เผยเหตุการณ์ขณะจับกุม-เพื่อนเยี่ยมไม่ได้ขณะถูกคุมตัวในมทบ.11

สำหรับนายสุริยศักดิ์ อายุ 49 ปี ประกอบอาชีพเปิดร้านขายของในจังหวัดสุรินทร์ มีบทบาทเป็นแกนนำกลุ่มนปช.ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ผู้เห็นเหตุการณ์การจับกุม เปิดเผยกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่าเมื่อวันที่ 18 มี.ค.60 เวลาประมาณ 06.00 น. ได้มีรถตู้ 2 คัน รถตำรวจ 1 คัน และรถฟอร์จูนเนอร์อีก 2 คัน ขับเข้าไปในซอยบ้านของนายสุริยศักดิ์ ก่อนจะเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบจากหลายหน่วย ทั้งหน่วยจากกรุงเทพฯ และหน่วยในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ รวมมากกว่า 10 นาย บางนายถือปืนยาวมาด้วย พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกอย่างน้อย 5 นาย สนธิกำลังกันเข้าจับกุม โดยทราบว่ามีการแสดงหมายจับ และการเข้าตรวจค้นบ้าน ก่อนมีการนำตัวนายสุริยศักดิ์ออกไป

ต่อมาวันที่ 19 มี.ค. ได้มีเพื่อนของนายสุริยศักดิ์เดินทางไปที่มณฑลทหารบกที่ 11 เพื่อขอเข้าเยี่ยม โดยได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ทหารว่านายสุริยศักดิ์ถูกคุมตัวอยู่ภายใน มทบ.11 โดยจะควบคุมตัว 7 วัน แต่ปฏิเสธไม่ให้เพื่อนเข้าเยี่ยม

ก่อนที่ในวันที่ 20 มี.ค. เพื่อนของสุริยศักดิ์ จะเดินทางไปที่มทบ.11 อีกครั้ง และได้พบกับรองผู้บัญชาการมทบ.11 จึงได้แจ้งถึงความเป็นห่วงในความเป็นอยู่และความปลอดภัยจากญาติของนายสุริยศักดิ์ ทางรองผบ.ได้ระบุว่าเนื่องจากเป็นช่วงของการสอบสวน ญาติจึงไม่สามารถเข้าพบได้ในขณะนี้ ต่อมาทางรองผบ.มทบ.11 ได้ให้เจ้าหน้าที่ส่งรูปห้องที่สุริยศักดิ์ถูกควบคุมตัวอยู่มาให้เพื่อนคนดังกล่าวดูทางไลน์ ก่อนให้สุริยศักดิ์พูดผ่านโทรศัพท์ของรอง ผบ. แจ้งเพื่อนว่าเขายังอยู่สบายดี แต่ไม่ได้ให้เข้าเยี่ยมใดๆ หลังจากนั้น

เพื่อนของสุริยศักดิ์ยังเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 15 มี.ค. ก่อนหน้าการถูกจับกุม สุริยศักดิ์ยังได้รับเชิญจากทางจังหวัดให้ไปร่วมในเวทีระดมความคิดเห็นเรื่องการปรองดองที่ศาลากลาง โดยเขาได้ร่วมแสดงความคิดเห็นส่วนหนึ่งในการประชุมด้วยว่าหากยังมีการใช้กฎหมายในลักษณะสองมาตรฐานในสังคมต่อไป การปรองดองก็คงจะเกิดขึ้นได้ยาก

เบื้องต้นในการสอบปากคำสุริยศักดิ์ในคดีมาตรา 112 ของเจ้าหน้าที่ในวันนี้ ได้มีทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเข้าให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยที่เจ้าหน้าที่จะนำตัวไปขออำนาจศาลในการฝากขังในวันพรุ่งนี้ต่อไป (25 มี.ค.)

ชีวิตของชาวไทยภายใต้ระบอบเผด็จการของ " พ่อ "

บ้านไม่มีแล้ว!! แผ่นดินของพ่อ แต่วันนี้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นใหญ่ ประชาชนน้ำตาไหล มองดูบ้านถูกทุบกับตา





บ้านไม่มีแล้ว!! แผ่นดินของพ่อ แต่วันนี้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นใหญ่ ประชาชนน้ำตาไหล มองดูบ้านถูกทุบกับตา


23 มีนาคม 2017
ที่มา Best RDnews.com


เมื่อวานนี้ 21 มีนาคม 2560 เฟซบุ๊กของคุณ มนตรี น้ำดื่มทิพย์เมืองทอง ได้ติดตามเรื่องราวของชาวบ้าน บ้านคำผักแพรว ต.ซับสีทอง อ.เมืองจ.ชัยภูมิ ที่ตอนนี้พื้นที่ถูกระบุเป็นเขตอุทยาน โดยระบุว่า …

“ประเทศไทยอยู่อยากขึ้นทุกวันแล้วคับ ชาวบ้านเขาอยู่มานานกว่าพวกคุณที่มาทำหน้าที่อีกคับ …ไม่เห็นใจกันบ้างหรือถ้าเขาไปทำแบบนี้กับบ้านคุณคุณจะคิดยังไง
รื่อบ้านปลูกป่า แล้วให้นายทุนมาซื้อ นี้ไม่ใช้ความคิดแต่มีนเรื่องจิง สู้ต่อไปคับ พี่ น้อง ซับสีทอง
(🔫ป่าไม้🔫ชัยภูมิ💣💣) แชร์ต่อคับเพื่อหาที่อยู่ให้พวกเขากัน”




“แผ่นดินของพ่อเรา แต่ประชาชนอยู่ไม่ใด้
ประชาชนเป็นรอง เจ้าหน้าที่เป็นใหญ่
เแล้วจะให้เอาหัวไปนอนใหนคืนนี้”



 ไอ้สัตย์ เต่าตายเป็นข่าวทั้งเมือง แต่คนไม่มีที่อยู่ ไม่มีข่าวออก



“บ้านที่คุณสร้างขึ้นมา เราคิดจะอยู่กันจนวันตาย
แต่… เราต้องกลับมารื้อบ้านที่เราสร้างมากับน้ำแรงของเราเอง
พวกคุณคิดกันบ้างไหมคับที่มาทำแบบนี้กับชาวบ้าน”




และในวันนี้ 22 มีนาคม 2560 มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Jariya Chuajan-ad ได้ออกมาแชร์เรื่องราวของชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องถูกทุบบ้านและไร้ที่อยู่ โดยระบุข้อความไว้ว่า …

“สงสารช่าวบ้าน ต้องมาทนดูภาพบ้านตัวเองอยู่มานานโดนทุบ”



และโพสต์ต่ออีกว่า ..

“วันนี้ขอสละเวลาโพสช่วยพี่น้องทางบ้านทนดูไม่ไหวจริงๆ เรื่องมีอยู่ว่าชาวบ้านหมู่บ้านคำผักแพรว ต.ซับสีทอง อ.เมืองจ.ชัยภูมิ โดนศาลตัดสินสั่งทุบบ้าน แถมชาวบ้านโดนคดี ซึ่งที่ตรงนี้ชาวบ้านอยู่มาหลายสิบปีแล้ว พื้นที่ไม่ได้เป็นป่าเลย เขาหัวโลนแต่ก่อนยังไม่ระบุเป็นเขตอุทยาน อยู่ต่อมารุ่นลูกหลาน ตอนนี้ชาวบ้านไม่มีที่อยู่ พ่อจ๋าก็วิ่งเต้นช่วยชาวบ้านจนเคลียด ทำไรมากก็โดนคนมีอำนาจมาเตือน ทำได้เพียงหาเต้นมากลางให้เป็นที่อยู่ชั่วคราวให้ชาวบ้านและะ พาพี่น้องไปเรียกร้องที่ศาลากลางจังหวัด😢 


ตอนนี้ เด็กคนแก่ มาอยู่รวมกัน ที่เต้นกลางให้ ฝนตกพายุเข้าจะอยู่กันยังไง

ทำไมต้องมาทำร้าย ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำขอเพีงที่อยู่เล็กๆ แค่ให้เค้าได้ซุกหัวนอน รับจ้างหากินไปวันๆ ต้องมาเห็นบ้านตัวเอง หาเงินสร้างกว่าจะได้โดนทับไปต่อหน้าต่อตา เป็นใครก็ใจสลาย วัดที่พึ่งทางใจของหมู่บ้านก็โดนยึด หลอกให้ชาวบ้านเซ็นเอกสารยินยอม ว่าถ้าเซ็นแล้วจะหาที่อยู่ใหม่ให้ พอเซ็นก็ทุบเลย แถวโดนคดีจิตใจทำด้วยอะไร
เพื่อนๆเห็นโพสนี่ช่วยกันแชร์ ช่วงนี้จะเข้าหน้าฝนแล้ว ฝนตกมาจะอยู่กันยังไง ไม่มีแม้เงินจะจ้างรถขนของใครมีข้าวสารอาหารแห้งรึอยากบริจาคขออนุญาติใส่เป็นที่อยู่ 👉อบต.ซับสีทอง ต.ซับสีทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ 36000 ตอนนี้ยังไม่มีเลขบัญชีกลาง ถ้าได้เลขจะมาลงใหม่นะค่ะ ไม่อยากเห็นหมู่บ้านเพื่อนบ้านต้องเป็นแบบนี้ช่วยกันคนละเล็กละน้อยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ 😢😢😢😢”

ปลายมีนา - ต้นเมษา .(อุณหภูมิสูงร้อนมาก)

09.00 INDEX "คสช." เข้าร่วมเปิดตัว"หนังสือ" "ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา"

" ลัทธิซาบซึ้ง" กับกิจกรรมจงรักภักดี..

ข่าวความเคลื่อนไหวจากทำเนียบรัฐบาลคณะคสช.ม.44