söndag 1 mars 2015

อัพเดทข่าว ..อะไร? ที่ไหน? เมื่อไหร่? ยุคท่านผู้นำโรดแม็ป"ปฎิรูปอะไร?"

-เรื่องเกิดที่ภาคใต้...ค้นบ้านผู้มีอิทธิพล...
ตร.-ทหารกว่าพันนาย ขึ้นฮ.โรยตัว-ระดมรถ 48 คัน จู่โจมค้นบ้านผู้มีอิทธิพล 80 จุดทั่วเมืองคอน เจออาวุธสงครามอื้อ หลังเหตุอุกอาจฆ่าหมู่ 4 ศพ





-เรื่องราวเกิดในอดีต....ถูกบังคับให้เป็น"เสือ"เพราะ.ความอยุติธรรม  ถูกกดขี่ข่มเหงรังแก...
หลวงพ่อเสือดำ-มวลชนเนืองแน่น ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘เสือมเหศวร’ จอมขมังเวทย์ - ตำนานจอมโจรชื่อดัง ปล้นคนรวยมาช่วยเหลือคนยากจน


ข่าวสดออนไลน์
คลิกดูทั้งหมด  khaosod
...............................................................


จาตุรนต์′ ชี้ กรณีไล่ออก"สมศักดิ์ เจียมฯ"แสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำไม่สนใจปรองดอง
 คลิกอ่าน http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1425204947


















กษัตริย์อดีตภิกษุ.....ผู้ก่อตั้งธรรมยุทธนิกาย ..

รัชกาลที่ ๔ กษัตริย์อดีตภิกษุ เฒ่าหัวงูผู้ไม่อิ่มในกามคุณ


รัชกาลที่ ๔ ทวดของรัชกาลองค์ปัจจุบัน เป็นผู้ที่มีประวัติโลดโผนมาก ก่อนเป็นกษัตริย์เคยบวชมานานและมีสาวกมาก เพราะเป็นผู้ริเริ่มเทศน์แบบปาฐกถา ซึ่งเร้าอารมณ์ ไม่ใช้การแสดงธรรมตามธรรมเนียมแบบเก่าตามคัมภีร์ซึ่งไม่มีชีวิตชีวา(๑) นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่รู้จักหาเสียงด้วยวิธีที่แหวกแนว โดยมีบรรดาสาวกคอยช่วยเหลือ เผยแพร่การโฆษณาอันเป็นเท็จ เช่น กระพือข่าวว่า ขณะที่เป็นสงฆ์นั้นเพียงแค่พระองค์ขอพระธาตุจากพระปฐมเจดีย์ในปี จศ.๑๑๙๓ พระบรมธาตุก็แสดงปาฏิหาริย์ตาม “เสด็จ” ถึงกรุงเทพฯ พอถึงปีจุลศักราช ๑๑๙๕ ภิกษุฟ้ามงกุฏุธุดงค์ไปถึงชัยนาท ก็มี “จระเข้ใหญ่ลอยขึ้นเหนือน้ำชื่นชมบารมี” ครั้นนั่งวอไปสวรรคโลก ก็พบเสือร้ายใหญ่เท่าโค นอนกระดิกหางชื่นชมบารมีห่างจาก “ทางเสด็จ” เพียง ๘ ศอก ครั้นไปถึงแก่งหลวง เมืองสวรรคโลก ซึ่งเป็นหน้าแล้งไม่เคยมีปลามาก่อน ก็บังเกิดมีปลาตะเพียนใหญามากมายเหลือประมาณ กระโดดขึ้นริมตลิ่ง ชื่นชมพระบารมี และพอพระองค์เล่าให้ญาติโยมที่เมืองสุโขทัยฟังว่า เมื่อคืนนี้ได้ฝันว่ามีชาวเมืองสุโขทัยมากมายมาขอให้อยู่ที่สุโขทัยนานๆหน่อยเท่านั้นเอง ก็ปรากฏว่ามีฝนตกใหญ่ จนน้ำท่วมแผ่นดินถึง ๒ วันซ้อนในฤดูแล้ง เป็นปาฏิหาริย์ (๒)



นอกจากนี้ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ยังรู้จักวิธีการที่จะทำให้ประชาชนศรัทธาตนด้วยวิธีการแปลกๆไม่ต่างจากที่กล่าวไปแล้ว พระองค์ถึงกับหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็น “ภิกษุยิ่งกว่าภิกษุอื่น” ด้วยการบวชซ้ำบวชซากถึง ๖ ครั้ง ทั้งที่ตามพุทธบัญญัตินั้น ทรงอนุญาตให้ทำอุปสมบทกรรมด้วยญัตติจตตุถกรรมวาจาเพียงคราวเดียว (๓) ก็สำเร็จเป็นสงฆ์ ภาษิตไทยที่ว่าชายสามโบสถ์นั้นคบไม่ได้ แต่พระองค์เป็นถึงชาย ๖ โบสถ์จะน่าคบหาสมาคมด้วยเพียงใด ท่านผู้อ่านก็ลองใช้สติปัญญาตรองดูเอาเถิด



โดยพื้นฐานแล้ว ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎอยากเป็นกษัตริย์มากกว่าเป็นพระ ตามสิทธิแห่งการเป็นโอรสของราชินี และตามความปรารถนาของบิดา ซึ่งพระยาตรังรัตนกวีแห่งรัตนโกสินทร์ตอนต้น บอกให้เรารู้ว่ารัชกาลที่ ๒ นั้นประกาศตั้งแต่ยังไม่สวรรคตว่า จะให้เจ้าฟ้ามงกุฎเป็นกษัตริย์(๔) แต่ด้วยสติปัญญาของเจ้าฟ้ามงกุฎเองก็รู้ว่า ถ้าตนสึกเมื่อใด ก็หัวขาดเมื่อนั้น จึงทนอดเปรี้ยวไว้กินหวานเพื่อสะสมกำลัง โดยหวังที่จะเอาอย่างบุตรของพระเอกาทศรถผู้หนึ่ง ซึ่งบวชจนได้เป็นพระพิมลธรรมและมีญาติโยมมากกระทั่งสามารถยกกำลังเข้าไปในวัง และจับกษัตริย์ศรีเสาวภาคปลงพระชนม์ แล้วสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าทรงธรรมสมัยอยุธยา
การสะสมกำลังของภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎนั้น ใช้วิธีการที่น่าเกลียดไม่แพ้รัชกาลที่ ๑ ปู่ของตนเอง ซึ่งใส่ร้ายป้ายสีพระภิกษุทั่วทั้งแผ่นดิน ดังจะเห็นได้ว่า พอพระองค์บวชอยู่ที่วัดมหาธาตุได้ไม่ถึงปี ก็วิจารณ์พระภิกษุไทยว่า “สมณะเหล่านั้น ไม่เป็นที่นำมาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธา เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ไม่มีรากเหง้าอันเน่าผุพัง” ครั้นไปถามปัญหาต่างๆกับท่านที่เป็นอาจารย์ “ก็งุบงิบอ้อมแอ้ม ไม่อธิบายให้กระจ่างสว่างได้” จึงต้องไปศึกษาพระธรรมวินัยกับภิกษุมอญ (๕) หลังจากนั้นอีก ๕ ปี ก็ใส่ไคล้ว่าสงฆ์หลายร้อยรูปในวัดมหาธาตุที่สถิตย์ของพระสังฆราช อุปัชฌาย์ของพระองค์เอง เต็มไปด้วยภิกษุลามกอลัชชี (๖) จึงหนีไปตั้งธรรมยุตินิกายที่วัดสมอราย (๗)
การที่ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎคุยเขื่องถึงเพียงนี้ นับเป็นเรื่องที่น่าตลกมาก เพราะเมื่อพระองค์บวชไม่ถึง ๑๒ เดือน ยังเป็นนวภิกขุ แปลบาลีก็ไม่ได้ กลับเพ้อเจ้อว่าพระมอญรู้วินัยดีกว่าพระไทย และยังมีสติปัญญาแก่กล้าถึงขนาดที่ถามปัญหาธรรม ไล่ต้อนจนอาจารย์จนแต้มได้ พึงทราบว่าอุปัชฌาย์ของพระองค์ สมเด็จพระสังฆราช(ต่วน) ธรรมดานั้น ภิกษุใหม่มีปัญหาอะไร ย่อมต้องศึกษาหาความรู้กับอุปัชฌาย์ ในกรณีของภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎนี้เป็นไปได้หรือที่ พระสังฆราชประมุขของสงฆ์ทั่วราชอาณา ถึงกับจนแต้มศิษย์น้อยจอมกระล่อนที่บวชพระได้ไม่ถึงปี? ถ้าไม่เรียกว่าเป็นการโป้ปดมดเท็จแล้วจะเรียกว่าอะไร?
แน่นอนการที่ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ยกตนข่มครูโดยปราศจากความเคารพด้วยการอุตริมนุสธรรมเช่นนี้ ก็เพื่อเหตุผลประการเดียว คือการโฆษณาหาเสียง สร้างความนิยมในหมู่สาวก เพื่อเตรียมการเป็นกษัตริย์ในวันหน้า



การดึงเอาพระศาสนามาแปดเปื้อนการเมืองของภิกษุมงกุฎนั้น มิใช่จะไม่มีผู้ใดจับได้ไล่ทัน คุณ ส.ธรรมยศ นักปรัชญาคนสำคัญวิจารณ์ว่า ธรรมยุติและมหานิกายมีวัตรปฏิบัติต่างกันเพียงเล็กน้อย เช่น วิธีการครองผ้า วิธีสวดมนต์ และวิธีลงอุโบสถสังฆกรรม ซึ่งเป็นความแตกต่างเพียงเศษหนึ่งแห่งเสี้ยวธุลีดิน ไม่เหมือนกับนิกายแคทอลิคและโปรแตสแตนในคริสต์ศาสนา ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่ วัด คัมภีร์ ชีวิตของพระและการแต่งกาย จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่พระองค์จะแยกธรรมยุติเป็นอีกนิกายหนึ่งต่างหากจากมหานิกาย เหมือนกับที่โปรแตสแตนแยกตัวออกจากแคธอลิค(๘)



หากจะกล่าวถึงสาเหตุที่ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ แยกตนมาตั้งธรรมยุตินิกาย และรังเกียจไม่ให้คณะมหานิกายซึ่งเป็นสงฆ์ส่วนใหญ่ของประเทศร่วมสังฆกรรมกับตน โดยไม่ยอมรับว่าการอุปสมบถกรรมของฝ่ายมหานิกายบริสุทธิ์พอ คือไม่ถือว่าคณะภิกษุฝ่ายมหานิกายเสื่อมถอยไปเสียจากพระธรรมวินัย จึงยังไม่นับว่ามีเหตุผล เพราะใครจะกล้าอวดอ้างว่า โดยพื้นฐานแล้วมหานิกายตกต่ำกว่าธรรมยุติ ดูเอาแต่ประมุขของแต่ละคณะเถิด ใครจะกล้ายืนยันว่าสมเด็จปาวัดโพธิ์พระสังฆราชองค์ก่อนฝ่ายมหานิกาย มีวัตรปฏิบัติอ่อนด้อยกว่าสมเด็จวัดมงกุฎ สังฆราชองค์ก่อนหน้าท่าน และอ่อนด้อยกว่าสมเด็จวัดราชบพิธ สังฆราชองค์ปัจจุบันซึ่งเป็นฝ่ายธรรมยุตินิกาย หากย้อนไปสู่อดีตใครเลยจะกล้ารับรองว่าภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ มีศีลบริสุทธิ์และสันโดษเสมอด้วยพระเถระฝ่ายมหานิกาย ซึ่งมีอยู่ในยุคสมัยใกล้เคียงกับพระองค์ เช่น สมเด็จพุฒาจารย์(โต)และสมเด็จพระสังฆราช(สุก) ซึ่งเชี่ยวชาญในวิปัสสนาธุระจนทำให้ไก่ป่าเชื่องได้



ด้วยเหตุนี้ คุณ ส.ธรรมยศ จึงวิจารณ์ว่า การที่ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎตั้งนิกายธรรมยุตินั้น “ไม่ใช่เนื่องจากแต่ความเสื่อมโทรมของศาสนา กล่าวให้ชัดก็คือ ทรงตั้งธรรมยุติกะขึ้นมาในนามของพระพุทธศาสนา เพื่อการเมือง คือเอาพระพุทธศาสนามาเป็นโล่ เป็นเครื่องมือของพระองค์เพื่อชิงเอาราชสมบัติ” (๙)



ในที่สุดเจ้าฟ้ามงกุฎก็เล่นการเมืองเต็มที่ ด้วยการคบหากับขุนนางตระกูลบุนนาคขณะที่ยังอยู่ในสมณเพศ เพื่อสร้างหนทางทอดไปสู่ความเป็นกษัตริย์ สำหรับจุดเริ่มต้นแห่งสัมพันธภาพดังกล่าวนั้น กรมฯดำรงราชานุภาพเล่าไว้ในหนังสือประวัติเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ว่า เมื่อจวนสิ้นรัชกาลที่ ๓ นั้นพวกบุนนาคอยากให้ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎเป็นกษัตริย์ จึงปฏิสังขรณ์วัดบุปผารามเป็นวัดธรรมยุติ จนสามารถสนิทสนมกับพระองค์ตั้งแต่คราวนั้น(๑๐)



ในที่สุดพอถึงปลายรัชกาลที่ ๓ ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎก็กำลังกล้าแข็งมาก ในวันอังคารเดือน ๓ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เป็นวันที่รัชกาลที่ ๓ มีอาการทรุดหนัก สุดวิสัยที่จะรักษาได้ ในวันพุธ เดือน ๔ แปดค่ำเจ้าพระยาพระคลัง หัวหน้าพวกบุนนาคจึงเชิญภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นเป็นกษัตริย์ ทั้งที่รัชกาลที่ ๓ ยังมาสวรรคต(๑๑)



ในคราวที่รัชกาลที่ ๒ สวรรคตนั้น ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎเที่ยวถามใครต่อใคร เช่น น้าชายของตนเอง และกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสว่า ควรสึกเพื่อเรียกร้องสิทธิที่จะได้รับสมบัติหรือไม่ จนได้ข้อสรุปว่าไม่ควรสึก แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงคราวรัชกาลที่ ๓ จะสิ้นแล้ว พระองค์ไม่พักต้องไปถามใครทั้งสิ้น ยินยอมตกลงตามข้อเสนอของเจ้าพระยาพระคลังด้วยความยินดี โดยไม่ได้อาลัยอาวรณ์ผ้ากาสาวพัสตร์และตำแหน่งประมุขแห่งธรรมยุตินิกายแม้แต่น้อย



ในที่สุดภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎก็ได้เป็นกษัตริย์ ทั้งที่รัชกาลที่ ๓ ไม่ได้ปรารถนาที่จะให้เป็นเช่นนี้เลย เซอร์ แฮรี่ ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์สมัยรัชกาลที่ ๔ เขียนจดหมายเหตุเล่าว่า รัชกาลที่ ๓ อยากให้ราชสมบัติตกอยู่กับลูกชายตนเอง(๑๒) ซึ่งก็ได้แก่พระองค์เจ้าอรรณพ เพราะพระองค์เคยมอบแหวนและเครื่องประคำของรัชกาลที่ ๑ อันเป็นของสำหรับกษัตริย์ ให้แก่ลูกชายคนนี้ก่อนสวรรคต(๑๓) แต่โชคร้ายที่พระองค์เจ้าอรรณพไม่ได้สิ่งของดังกล่าวตามสิทธิ(๑๔) เพราะถูกกีดกันจากฝ่ายภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งต่อมาเป็นรัชกาลที่ ๔ และได้มอบประคำและแหวนดังกล่าวให้แก่รัชกาลที่ ๕ ต่อไป(๑๕) ในภายหลังไม่มีใครรู้เรื่องราวของพระองค์เจ้าอรรณพอีกเลย(๑๖)
สำหรับภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎนั้นพอเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ก็หลงใหลปลาบปลื้มอยู่กับกามารมณ์ไม่รู้สร่าง พวกขุนนางที่รู้ว่ากษัตริย์พอใจในเรื่องพรรค์นี้ ได้กวาดต้อนเอาผู้หญิงมาบำรุงบำเรอเจ้าชีวิตของตนเต็มที่ เหมือนกับที่สุนทรภู่สะท้อนภาพศักดินาใหญ่ไว้ในกาพย์พระไชยสุริยาว่า



“อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี
ที่หน้าตาดีดี ทำมโหรีที่เคหา
ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา”



บางคนถึงกับฉุดคร่าตัวเด็กสาวๆจากบิดา มารดามา”กราบ”รัชกาลที่ ๔ อดีตสมภารนักการเมือง “ต้นตระกูลกิตติวุฒโท” แห่งจิตตภาวันในปัจจุบัน เช่น ในกรณีของพระยาพิพิธฤทธิเดช เจ้าเมืองตราด คร่ากุมเอาลูกสาวชาวบ้าน ๓ คนไป “ถวายตัวให้กษัตริย์” เมื่อพ่อแม่เด็กยื่นถวายฎีกา รัชกาลที่ ๔ ที่มัวเมาโมหะกลับหาว่าพระยาพิพิธฤทธิเดชไม่ผิด ผู้ที่ผิดคือพ่อแม่เด็กที่ “เป็นคนนอกกรุง ไม่รู้อะไรจะงาม ไม่งาม” แถมยกย่องว่าพระยาพิพิธฤทธิเดช “ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา อยู่ในพระนามพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ควรเห็นว่าเป็นอันเหมือนขนทรายเข้าวัด มิใช่เกาะกรองเร่งรัดลงเอาเบี้ยหอยเงินทองอะไรฤา จะเอาไปถวายเจ้าอื่นนายอื่น ประจบประแจงผู้ใดก็หาไม่ ไม่ควรจะเอาโทษ” (๑๗)
การที่รัชกาลที่ ๔ สะสมนางในไว้ในฮาเร็มมากมายนั้น ถึงกับทำให้ข้าราชการฝ่ายในกับวังจน แทบไม่มีที่อยู่ที่กิน พระองค์เองก็หลงๆลืมๆจำชื่อคนเหล่านั้นไม่ได้หมด (๑๘) ภายในระยะเวลาเพียงสิบกว่าปี แม้ว่าพระองค์จะเฒ่าชะแลแก่ชราเต็มที ก็ยังสามารถผลิตลูกได้ถึง ๘๒ คน(๑๙) เพราะหมกมุ่นอยู่กับอิสตรีไม่มีวันหน่าย ซึ่งนับว่าไม่มีกษัตริย์อื่นใดในกรุงรัตนโกสินทร์จะสู้ได้ เพราะรัชกาลที่ ๕ แชมป์ลูกดกอันดับที่ ๒ ก็ยังมีลูกเพียง ๗๖ คน เมื่อกล่าวถึงความมีเมียมากของรัชกาลที่ ๔ แล้ว ก็อดพูดถึงชีวิตของบรรดาเจ้าจอมหม่อมห้ามของกษัตริย์ไม่ได้ว่ามีชีวิตที่น่าเวทนาเพียงใด เพราะนางสนมทั้งหมดเพิ่งจะพ้นจากวัยเด็ก ไม่ทันพบกับความสดชื่นของชีวิตในวัยสาว ก็ต้องตกไปอยู่ในมือของโคแก่กระหายสวาท
ผู้ที่น่าสงสารที่สุดคือ เจ้าจอมทับทิม เด็กสาวที่มีอายุเพียง ๑๕ ปี ถูกพ่อ “กราบ” เป็นนางบำเรอรัชกาลที่ ๔ อายุ ๖๐ ปี ฟันฟางหักหมดปากตั้งแต่ขณะที่เป็นสงฆ์(๒๐) เหมือนโฉมหน้าท้าวสันนุราช(เฒ่าราคะ)ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องคาวีที่ว่า
“...หน้าพระทนต์บนล่างห่างหัก ดวงพระพักตร์เหี่ยวเห็นเส้นสาย...”



เจ้าจอมทับทิมนั้นชอบพอกับพระครูปลัดใบฎีกา ฐานานุกรมของสมเด็จพระสังฆราช(สา)อยู่แล้ว ย่อมไม่ยอมทนอยู่กับตาเฒ่าฟันฟางหักหมดปาก จึงหนีไปกับคู่รัก แต่หนีไม่พ้น ถูกรัชกาลที่ ๔ จับฆ่าทั้งคู่ เหตุการณ์นี้นางแอนนา เลียวโนเวนส์เขียนเอาไว้ มีคนจำนวนมากไม่เชื่อว่าจริง แต่ก็ไม่เห็นมีใครยกหลักฐานมาพิสูจน์ว่าไม่จริงอย่างไร ส. ธรรมยศ นักคิดที่สำคัญคนหนึ่งวิจารณ์ว่า นางแอนนาเขียนหนังสือเกี่ยวกับพระจอมเกล้าไว้ ๘๐,๐๐๐ กว่าคำ แต่ผู้คัดค้านทั้งหลายเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ถึง ๒,๐๐๐ คำ ทั้งไม่มีสาระเพียงพอที่จะลบล้างถ้อยคำของนางเลียวโนแวนส์เลย



ความจริงแล้วมีนางสนมกำนัลเอาใจออกห่างจากกษัตริย์ตลอดมามากมาย ในสมัยก่อนรัชกาลที่ ๔ เอง ก็มีการฆ่าฟันเจ้าจอมที่เป็นชู้ รวมทั้งชายชู้อีกหลายครั้ง เช่น ในกรณีของพระยากลาโหมราชเสนา(ทองอิน) เป็นชู้กับเจ้าจอมวันทา ของวังหน้ารัชกาลที่ ๑ (๒๑) หรือกรณีของบุตรชายเสนาบดีผู้ใหญ่แห่งตระกูลบุนนาคในรัชกาลที่ ๓ และกรณีของพระอินทรอภัย ฯลฯ เป็นต้น
ส่วนในช่วงหลังรัชกาลที่ ๔ นั้น การฆ่าสตรีในวังก็ยังไม่หมดไป เพียงแต่คราวนี้ผู้ตายมิใช่สนม หากเป็นพระองค์หญิงเยาวลักษณ์ธิดาองค์โตของพระองค์ เพราะไปรักใคร่กับสามเณรรูปหนึ่งของวัดราชประดิษฐ์(๒๒) ชื่อโต ทำให้ฝ่ายชายต้องถูกประหารชีวิต และฝ่ายหญิงถูกเผาทั้งที่ยังไม่ทันตายสนิท ก็ถูกเผาทั้งเป็นเสียแล้ว
เหตุที่นางสนมมีชู้กันมากเช่นนี้ ก็เพราะไม่อาจทนมีชีวิตอยู่ในวังหลวงหรือฮาเร็มของกษัตริย์ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่กดดัน ไม่มีเสรีภาพ จะไปไหนมาไหนโดยอิสระก็ไม่ได้ แม้กระทั่งนางกำนัลของพระสนม ถ้าหนีออกจากวังจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก(๒๓) นอกจากนี้ยังต้องตกอยู่ในภาวะที่เก็บกดในเรื่องเพศ ซึ่งปุถุชนทั่วไปจะต้องมีอีก นางสนมกำนัลจำนวนมากต้อง “เล่นเพื่อน” เพื่อระบายอารมณ์ ดังจะศึกษาได้จากวรรณกรรมเรื่องหม่อมเบ็ดสวรรค์ ที่แต่งโดยคุณสุวรรณ์ กวีหญิงผู้โด่งดังในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งได้สะท้อนภาพของราชสำนักแห่งจักรีวงศ์ อันน่าเกลียดออกมาให้ประชาชนเห็นอย่างกะจะแจ้ง
น่าสังเกตว่าการ “เล่นเพื่อน” ในวังมีมากจนรัชกาลที่ ๔ ก็กลัวว่าลูกสาวของตนจะเล่นเพื่อน ทั้งนี้น่าจะเพราะรู้ดีว่า สตรีชั้นสูงในวังมักไม่มีผัว ด้วยสตรีสูงศักดิ์จะแต่งงานกับชายที่ต่ำศักดิ์กว่าไม่ได้ (๒๔) จึงถึงกับอุตส่าห์เขียนจดหมายสั่งลูกสาวทุกคนไม่ให้”เล่นเพื่อน”
เมื่อกล่าวถึงเพียงนี้ ขอย้อนถามผู้ที่ปกป้องรัชกาลที่ ๔ จนเกินขอบเขตว่า ก็ในเมื่อมีการฆ่าเจ้าจอมที่เอาใจออกห่างกษัตริย์แก่ ตลอดมาเช่นนี้แล้ว ทำไมการฆ่าเจ้าจอมทับทิมจะเกิดขึ้นไม่ได้เล่า



เมื่อกล่าวถึงบรรดาสนมนางกำนัลรุ่นเด็กแล้ว ไม่กล่าวถึงบรรดาเจ้าจอมที่มีอายุมากบ้างก็จะมองดูชีวิตแต่งงานของรัชกาลที่ ๔ ไม่ครบทุกด้าน ปกติแล้วเจ้าจอมที่มีอายุมากของพระองค์นั้นจะถูกมองเป็นของเก่าแก่ ที่เขรอะไปด้วยสนิม ต้องถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง จึงมีความรู้สึกเก็บกดไม่ต่างไปจากเจ้าจอมวัยรุ่นทั้งหลาย ชีวิตของเจ้าจอมมารดาน้อยที่อยู่กินกับรัชกาลที่ ๔ ตั้งแต่ขณะที่มิได้บวชเป็นพระ นับเป็นตัวอย่างของเรื่องนี้ การที่เจ้าจอมมารดาน้อยเห็นรัชกาลที่ ๔ หมกมุ่นอยู่เฉพาะกับเจ้าจอมหม่อมห้ามสาวๆ ทำให้เจ้าจอมมารดาน้อยได้รับความขมขื่นและน้อยอกน้อยใจมาก ดังนั้น วันหนึ่งเจ้าจอมมารดาน้อยจึงลงเรือเก๋งสั่งให้นายท้ายเรือ พายเรือไปเทียบกับเรือพระที่นั่งของรัชกาลที่ ๔ หน้าวัดเขมา นนทบุรี จนได้เห็นพระองค์ห้อมล้อมไปด้วยนางสนมเด็กเสนอหน้าราวดอกเห็ด ก็เลยให้ข้าหลวงที่ไปด้วย หัวเราะฮาๆเย้ยหยัน รัชกาลที่ ๔ กลับโกรธ หาว่าเจ้าจอมมารดาน้อย “ตามมาล้อต่อหน้านางสนมใหม่ๆสาวๆ” (๒๖) จึงให้จับเอาตัวไปขังไว้ในวังหลวง เจ้าจอมมารดาน้อยอ้างว่า “จะตามไปกรุงเก่าด้วย” (๒๗) พระองค์ไม่ฟังเสียง กลับนึก อยากจะใคร่ให้เอาไปตัดหัวเสียตามสกุลพ่อมัน...” (๒๘) (เจ้าจอมมารดาน้อยเป็นหลานพระเจ้าตากสิน) จึงไม่ยอมยกโทษให้ เจ้าจอมมารดาน้อยผู้นั้นต้องติดคุกสนมจนตาย แล้วถูกนำศพไปเผาที่วัดตรีทศเทพ ไม่ได้เข้าเมรุกลางกรุงเหมือนเขา (๒๙) ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสังเวชใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะขณะที่รัชกาลที่ ๔ บวชอยู่ ไร้อำนาจ เจ้าจอมมารดาน้อยเป็นผู้อุปัฏฐากส่งสำรับเช้าเพลด้วยความซื่อสัตย์ แม้ว่าทั้งตัวเองและลูกๆถูกกลั่นแกล้งรังแกโดยศักดินาที่เป็นศัตรูของรัชกาลที่ ๔ อย่างไรก็ยอมทน (๓๐) พระองค์กลับไม่ยอมคิดถึงคุณงามความดีเลย



ด้วยเหตุนี้คุณกี ฐานิสสร อดีตสมาชิกสภาจังหวัดนครศรีธรรมราช จึงแต่งหนังสือวิจารณ์รัชกาลที่ ๔ ว่า “มิใช่ลักษณะบุรุษอาชาไนยหรือนารายณ์อวตารแบ่งภาคมาเกิด... ความจริงเป็นบุคลิกลักษณะของทศกรรฐ์อวตารแบ่งภาคมาเกิด หรือเป็นพระเจ้าเสือทีเดียว อันที่จริงละม้ายคล้ายจมื่นราชามาตย์ เผาวังทั้งเป็นเพื่อปรุงเป็นอาหาร สุนทรภู่ (ความจริงพระมหามนตรี (ทรัพย์)-ผู้แต่ง) แต่งกลอนเยาะเย้ยว่า มีบุญเหมือนเจ้าคุณราชามาตย์ ร้ายกาจเหมือนยักษ์มักกะสัน ฉะนั้น” (๓๑)
บางท่านอาจเห็นว่าคุณกี ฐานิสสร พูดจารุนแรงเกินไป แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่รุนแรงเลย ท่านผู้นี้เคยถูกพนักงานสอบสวนฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากการวิจารณ์ดังกล่าว แต่ศาลก็ยกฟ้อง แสดงว่าทัศนะของคุณกี ฐานิสสรถูกเป้า ตรงประเด็น เป็นความจริงทุกอย่าง แม้แต่ศาลก็ไม่เห็นผิด



ผู้ที่มองเห็นเบื้องหลังของรัชกาลที่ ๔ อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ได้มีเฉพาะคนอย่างคุณกี ฐานิสสร ซึ่งมีชีวิตในยุคหลังเท่านั้น แม้แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) แห่งวัดระฆังยอดสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ในรัชกาลที่ ๔ ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความมักน้อย(สมถะ) ก็ยังเคยเดินถือไต้ดวงใหญ่ เข้าวังหลวงในเวลาเที่ยงวัน ปากก็บ่นว่า “...มืดนัก....ในนี้มืดนัก มืดนัก...” (๓๒)



เมื่อพูดถึงรัชกาลที่ ๔ แล้ว ถ้าไม่พูดถึงความขัดแย้งระหว่างพระองค์กับพระปิ่นเกล้าน้องชายเลย ย่อมไม่อาจจะเห็นภาพของราชสำนักที่เต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่นได้ ปรากฏความตามจดหมายของรัชกาลที่ ๕ ถึงเจ้าฟ้าวชิรุณหิศเล่าว่า รัชกาลที่ ๔ กับพระปิ่นเกล้าไม่ค่อยจะกินเส้นกันเท่าใดนัก เพราะพระองค์ระแวงที่พระปิ่นเกล้ามีผู้นิยมมาก ทั้งพระปิ่นเกล้าเองก็มักจะกระทำการที่มองดูเกินเลยมาก(๓๓)



พระปิ่นเกล้าไม่ค่อยยำเกรงรัชกาลที่ ๔ กรมดำรงฯเล่าว่า พระปิ่นเกล้ามักจะล้อรัชกาลที่ ๔ ว่า “พี่หิตบ้าง พี่เถรบ้างและตรัสค่อนว่า แก่วัด” (๓๔) ส่วนรัชกาลที่ ๔ เองแม้ไม่อยากยกน้องชายขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ แต่ก็จำเป็นต้องทำ ทั้งนี้เพราะรู้ดีว่า มีผู้ยำเกรงพระปิ่นเกล้ากันมากว่าเป็นผู้มีวิชา มีลิ้นดำเหมือนพระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำ มิหนำซ้ำยังเหยียบเรือรบฝรั่งเอียง นอกจากนี้ยังมีทหารในกำมือมาก(๓๕) และพระองค์รู้ดีว่า น้องชายก็อยากเป็นกษัตริย์เพราะว่า ขณะเมื่อรัชกาลที่ ๓ ป่วยหนักนั้น พระปิ่นเกล้าได้เข้าหาพี่ชายถามว่า “พี่เถร จะเอาสมบัติหรือไม่เอา ถ้าเอาก็รีบสึกไปเถอะ ถ้าไม่เอาหม่อมฉันจะเอา...” (๓๖) พระองค์จึงตั้งพระปิ่นเกล้าเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒ เพื่อระงับความทะเยอทะยานของน้องชาย



แต่นานวันความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องทั้งสองคนก็ห่างเหินกันมากขึ้นทุกที รัชกาลที่ ๔ นั้นไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่มีเสียงเล่าลือไปในหมู่คนไทย ลาว อังกฤษ ว่าตนเองเป็นผู้ที่ “...ชรา คร่ำเคร่ง ผอมโซ เอาราชการไม่ได้ ไม่แข็งแรง โง่เขลา” (๓๗) จนกษัตริย์ทนฟังไม่ได้ ต้องออกกฎหมาย ห้ามประชาชนวิพากษ์วิจารณ์พระกายของกษัตริย์ว่า อ้วน ว่าผอม ว่าดำ ว่าขาว ห้ามว่างามหรือไม่งาม (๓๘) ในขณะที่มีเสียงเล่าลือเกี่ยวกับพระปิ่นเกล้าในทางตรงข้าม เช่น มีผู้เล่าลือกันทั่วไปว่า “...วังหน้าหนุ่มแข็งแรง.....ชอบการทหารมาก มีวิทยาอาคมดี....” (๓๙) ข้อที่สร้างความชอกช้ำระกำใจให้กับพระองค์ที่สุดคือการที่พระปิ่นเกล้าไปไหนก็ “ได้ลูกสาวเจ้าบ้านผ่านเมืองแลกรมการมาทุกที” แต่พระองค์มิเป็นเช่นนั้นเลย จึงริษยาและบ่นเอากับคนที่ไว้ใจว่า “...ข้าพเจ้าไปไหนมันก็ว่า ชรา ไม่มีใครให้ลูกสาวเลย ต้องกลับมาแพลงรัง....” (๔๐)



ต่อมาพระปิ่นเกล้าก็สวรรคต แต่การสวรรคตของพระปิ่นเกล้ามีเบื้องหลังมาก ส.ธรรมยศ เขียนไว้ว่า
“ที่พระปิ่นเกล้าทรงสวรรคตด้วยยาพิษโดยพระเจ้ากรุงสยาม (รัชกาลที่ ๔) ทรงจ้างหมอให้ทำ..... ส.ธรรมยศอ้างหนังสือ An English Governor and the Siamese Court ที่เขียนโดยมิสซิสแอนนาเลขานุการของรัชกาลที่ ๔ ว่า เป็นพฤติการณ์ที่รู้เห็นกันทั่วไป และนางใช้คำว่า พระเจ้ากรุงสยามเป็นกษัตริย์ที่โหดร้ายชั่วช้ามาก และที่ร้ายแรงกว่าความชั่วช้าคือ ความผูกอาฆาต พยาบาทอย่างรุนแรง และทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระนิสัยอิจฉาริษยาอย่างมาก โดยยกตัวอย่างไว้มากมาย” (พระเจ้ากรุงสยาม, หน้า ๘๑, ๑๗๘)
และหลังจากที่พระปิ่นเกล้าสวรรคต รัชกาลที่ ๔ ก็ได้แก้แค้นคนทั้งปวงที่นิยมพระปิ่นเกล้า ด้วยการบังคับให้พระนางสุนาถวิสมิตรา ลูกสาวของเจ้าชายแห่งเมืองเชียงใหม่มเหสีของพระปิ่นเกล้า ให้มาเป็นเจ้าจอมของตน แต่พระนางสุนาถวิสมิตราไม่ยอม จึงถูกจับกุมขังไว้ในวังหลวง แต่โชคดีที่หนีไปเมืองพม่าได้ในภายหลัง(๔๑)
         ๑. ส. ธรรมยศ พระเจ้ากรุงสยาม (โรงพิมพ์ ส.สง่า,๒๔๙๕) หน้า ๙๖-๙๗
๒. สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาปวเรศอริยาลงกรณ์ “พระราชประวัติในรัชกาลที่ ๔” (สิริ เปรมจิตต์ รวบรวม) พระบรมราชจักรีวงศ์ (โรงพิมพ์เสาวภาค,๒๕๑๔) หน้า ๒๙๓-๓๐๒
๓. กี ฐานิสสร ประวัติคณะสงฆ์ไทยกับธรรมยุติกประหาร (มณีกรวิทยาการพิมพ์, ๒๕๑๘) หน้า ๙๖-๙๗
๔. หนังสือโคลงดั้นเฉลิมพระเกียรติ ร.๒ ของพระยาตรัง พรรณนาพิธีโสกันต์เจ้าฟ้ามงกุฎก่อน ร.๒ตายว่า
“ปางองค์อิศรราชเจ้า จอมกษัตริย์
หวังหน่อนฤบดินทร์ ธเรศท้าว
ให้สืบสิริพัฒว์ ทรราช
เรืองพระยศอกร้าว ครอบครอง”
๕. พระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เรื่องเดิม หน้า ๒๘๔-๒๘๕
๖. เรื่องเดิม หน้า ๒๙๕
๗. เรื่องเดิม หน้า ๒๙๕
๘. ส. ธรรมยศ เรื่องเดิม หน้า ๑๑๐ และ ๑๑๕
๙. เรื่องเดิม หน้า ๑๐๓-๑๐๔
๑๐. ธงไทย หลอมนิกาย (สีหะพันธ์การพิมพ์ ๒๕๑๘) หน้า ๖๖-๖๗
๑๑. สิริ เปรมจิตต์ เรื่องเดิม หน้า ๒๓๖
๑๒. ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม เรื่องเดิม หน้า ๓๕๒-๓๕๓
๑๓. ส. ธรรมยศ เรื่องเดิม หน้า ๑๔๙
๑๔. โสมทัต เทเวศร์ เรื่องเดิม หน้า ๑๓๔
๑๕. เรื่องเดิม หน้า ๑๓๔
๑๖. ส. ธรรมยศ เรื่องเดิม หน้า ๑๕๗
๑๗. ประกาศเรื่องพระยาพิพิธฤทธิเดช ผู้สำเร็จราชการเมืองตราดส่งหญิงเข้ามาถวาย ๓ คน ปีมะเมีย จศ.๑๒๒๐ ในประชุมกฎหมายประจำศกเล่ม ๖
๑๘. พระจอมเกล้า “ประกาศพระราชทานอนุญาตให้ข้าราชการฝ่ายในทูลลาออกนอกราชการได้ ประชุมประกาศ ร.๕ พ.ศ.๒๔๐๕-๒๔๐๘ (คุรุสภา ๒๕๐๕) หน้า ๑๒๕
๑๙. เรื่องเดิม หน้า (ท) ท.ทหาร
๒๐. ส. ธรรมยศ เรื่องเดิม หน้า ๓๖๐
๒๑. พระจุลจอมเกล้า “พระบรมราโชวาทประทานเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ” พระราชนิพนธ์ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์วังวรดิศ พระญาติและนิกรของมจ.พูนพิสมัย ดิศกุล(รวบรวม) (ชวนพิมพ์, ๒๕๒๓) หน้า ๕
๒๒. ส. ธรรมยศ เรื่องเดิม หน้า ๒๘๗
๒๓. “พระราชกำหนดใหม่ เรื่อง โทษลักพาคนในพระราชวัง” กฎหมายตราสามดวง เล่ม ๕ (คุรุสภา, ๒๕๐๖) หน้า ๒๕๑-๒๕๔
๒๔. พระจอมเกล้า “ประกาศพรบ.ลักษณะลักพาปีฉลูศัปตศก” ประชุมประกาศ ร.๔ พ.ศ.๒๔๐๕-๒๔๐๘ (คุรุสภา ๒๕๐๔) หน้า ๓๐๗
๒๕. พระจอมเกล้า “พระบรมราโชวาท” พระราชทานในพระเจ้าลูกเธอพระราชหัตถเลขา(มงกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๑)หน้า ๖
๒๖. พระจอมเกล้า “พระราชหัตถเลขาถึงเจ้าจอมมารดาผึ้ง ปีเถาะ พ.ศ.๒๓๙๘” พระราชหัตถเลขา (มหามงกุฎฯ ๒๕๒๑) หน้า ๒๙๔-๒๙๖
๒๗. เรื่องเดิม หน้า ๒๙๖
๒๘. เรื่องเดิม หน้า ๒๙๕
๒๙. กี ฐานิสสร เรื่องเดิม หน้า (ท)
๓๐. พระจอมเกล้า “จดหมายถึงกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศ” (ลูกหม่อมน้อย-ผู้เขียน) พระราชหัตถเลขา เรื่องเดิม หน้า ๒๐๔
๓๑. กี ฐานิสสร เรื่องเดิม หน้า (น)
๓๒. ส. ธรรมยศ เรื่องเดิม หน้า ๑๒๒ ดู ฉันทิชัย สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) เล่ม ๑ (คุรุสภา, ๒๕๐๗) หน้า ๑๓
๓๓. พระจุลจอมเกล้า “พระบรมราโชวาทถึงเจ้าฟ้าวชิรุณหิศ” เรื่องเดิม หน้า ๒๖
๓๔. โสมทัต เทเวศร์ เรื่องเดิม หน้า ๑๘๓
๓๕. เรื่องเดิม หน้า ๑๖๕
๓๖. เรื่องเดิม หน้า ๑๗๐
๓๗. พระจอมเกล้า “จดหมายถึงพระยามนตรีสุริยวงศ์” พระราชหัตถเลขา เรื่องเดิม หน้า ๕๘๒
๓๘. พระจอมเกล้า “ประกาศห้ามมิให้กราบบังคมทูลทัก อ้วน ผอม ดำ ขาว” ประชุมประกาศ ร.๔ (คุรุสภา, ๒๕๒๔) หน้า ๑๔
๓๙. พระจอมเกล้า “จดหมายถึงพระยามนตรีสุริยวงศ์” พระราชหัตถเลขา เรื่องเดิม หน้า ๕๘๒
๔๐. เรื่องเดิม หน้า ๕๘๒
๔๑. กี ฐานิสสร เรื่องเดิม หน้า (ฌ)

กาชาดขาดเลือด ?.. ถามสภากาชาดไทยใครคุม?.. ใครผู้บริหาร..ใครกรรมการ? สาเหตุของวิกฤติขาดเลือดครั้งนี้มีที่มาที่ไป ... เพราะอำมาตย์ทำลายตัวเอง คนเกลียด สิ้นรัก เสื่อมศรัทธา เสื่อมสุดๆๆ...



เลือดกูสีแดงแสดงความรักประชาธิปไตย
by  เพจกู


'ทหาร ติดเครื่องหมายกาชาด (อ้างว่า เสนารักษ์)
แต่ถือปืนมายิงประชาชน ถ้าจำไม่ผิด เมื่อปี 53
สิ่งนี้ ผิดข้อกำหนดของ "กาชาดสากล" ที่ว่า
ห้ามนำสัญลักษณ์กาชาด มาใช้เพื่อปฏิบัติการ
ทางทหาร หรือนำไปใช้ลวงเพื่อปฏิบัติการใดๆ
ที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และมิได้เป็นไป
เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ 

แต่ว่า ที่นี่ ทหารไทย ประเทศไทย คำตอบอยู่ที่ 
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กห. 53/57
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.53 รมว.มท.57
และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช./นรม.
นี่คือสิ่งที่ "กาชาดไทย" และ "กองทัพไทย" 
สมควรถูกด่าหรือไม่'



"ฉันจะจำเธอไปในแบบนี้   จำความรู้สึกนี้ ติดอยู่ในหัวใจ ."

ทหาร ติดเครื่องหมายกาชาด (อ้างว่า เสนารักษ์)  แต่ถือปืนมายิงประชาชน ถ้าจำไม่ผิด เมื่อปี 53
สิ่งนี้ ผิดข้อกำหนดของ "กาชาดสากล" ที่ว่า  ห้ามนำสัญลักษณ์กาชาด มาใช้เพื่อปฏิบัติการ
ทางทหาร หรือนำไปใช้ลวงเพื่อปฏิบัติการใดๆ...ที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และมิได้เป็นไป
เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
แต่ว่า ที่นี่ ทหารไทย ประเทศไทย คำตอบอยู่ที่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กห. 53/57 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.53 รมว.มท.57และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช./นรม.
นี่คือสิ่งที่ "กาชาดไทย" และ "กองทัพไทย" สมควรถูกด่าหรือไม่

'ไปบริจาคเลือดให้กาชาดกันเถอะ !!!
มีเพื่อนใครอยู่ในรูปบ้างไหม 
ช่วยเอาเท้าไปลูบหน้าให้สักทีสิ'



 
กาชาด อยากให้คนบริจาคเลือดใช่ไหม  กรรมการน่ะ ถ้าบริหารไม่ได้ ก็ลาออกไปเสีย
ดัง บุคคลผู้มีรายชื่อ ต่อไปนี้


นายแผน วรรณเมธี ...เลขาธิการสภากาชาดไทย   และกรรมการบริหารทั้งหมด อาทิ
- - - - - - - - - -
คุณหญิงชฎา " วัฒนศิริธรรม "(อดีต กก. ผจก.ใหญ่ แห่งธนาคารไทยพาริชย์ เมียไพบูลย์ อดีต รมต.ขิงแก่ ผู้ล่วงลับ) เหรัญญิกสภากาชาดไทย  นอกจากนี้ ชฎา ยังดำรงตำแหน่ง   กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ  ของบริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)Minor หรือ MINT ซึ่งมี สนง.ทรัพย์สินฯ ถือหุ้นด้วยนะเออและยังเป็น ประธานกรรมการ บริษัทสยามพารากอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ด้วย
- - - - - - - - - -
ศ.กิตติคุณ น.พ.ศักดิ์ชัย " ลิ้มทองกุล "  ผู้ช่วยเลขาธิการฯ และผู้รักษาการ  ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกลาง
(เป็นอะไรกับสนธิ ลิ้ม)
- - - - - - - - - -
นายแพทย์พินิจ " กุลละวณิชย์ " ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นอะไรกับ ‪#‎องคมนตรี‬ พิจิตร กุลละวณิชย์
- - - - - - - - - -
นายพระนาย สุวรรณรัฐ  ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด (น้องชายพลากร สุวรรณรัฐ "องคมนตรี")
- - - - - - - - - -
กรรมการบริหารสภากาชาด อาทิ    นายวิทยา เวชชาชีวะ (ญาติหมาที่ไหน)
- - - - - - - - - -
ดร.อภิชัย จันทรเสน กก.แห่ง K Bank ผู้สมรสกับ หม่อมราชวงศ์เฉลิมลักษณ์ จันทรเสน
เฉลิมลักษณ์ เป็นธิดาของ หม่อมเจ้าเพลารถ จิตรพงศ์ กับหม่อมเจ้ากุมารีเฉลิมลักษณ์ ดิศกุล
(เป็นอะไรกับปนัดดา ดริฟท์)
- - - - - - - - - -
อุปนายิกา ก็ควรทบทวนตัวเองด้วย

ซึ่งทั้งหมดเป็นสุนัขเลี้ยง  ของอุปนายิกาขาถ่าง  กาชาดขาดเลือด
คสช. ก็ระดมเอาทหารเกณฑ์ไปบริจาคสิ  หรือไม่ก็ ให้อุปนายิกา มันบริจาคเอง เลือดเยอะ เพราะอ้วนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
ก็ขอให้ตระหนักไว้ว่า กรรมการบริหาร สภากาชาดไทย เป็นเพียง สุนัขเลี้ยง เป็นเป็นสัตว์รับใช้คนบางกลุ่ม  นำเอาองค์กรสาธารณกุศล มาเล่นการเมืองจนย่อยยับ บุคลากรในสังกัดส่วนหนึ่ง ที่ทำให้องค์กรเสียหาย

- - - - - - - - - -
แต่... เรื่องสำคัญที่ต้องตระหนัก ก็คือ กาชาดเอง ก็มีการดำเนินการช่วยเหลือผู้ป่วยอยู่อีกมาก แม้ กปปส. และคนกาชาดบางส่วน จะสร้างความเกลียดแค้น ด้วยการสื่อสารความเกลียดชัง คำพูดหยาบคายจัญไร ใช้องค์กรมาแสวงประโยชน์ทางการเมืองอย่างเลวทรามอย่างไรก็ตาม เราก็นำไปลบข้อดีที่กาชาดทำไม่ได้
ซึ่งในส่วนของการนำสัญลักษณ์กาชาด มาใช้ในการทางการเมือง เป็นสิ่งที่ผู้บริหารกาชาดไทย ไม่ยอมรับผิดชอบมาเนิ่นนานแล้ว ปล่อยให้มีการใช้สัญลักษณ์ออกมา และละเลยที่จะกำกับดูแล ดังนั้น กูจึงด่ากรรมการทั้งปวง ว่าบริหารไม่ได้ บริหารไม่เป็น ไม่มีธรรมาภิบาลในการบริหาร ไม่สมกับที่เป็นผู้บริหารองค์กรสาธารณกุศล
- - - - - - - - - -
กูก็อยากให้แยกแยะ ระหว่างการช่วยชีวิตคน  ด้วยการบริจาคเลือด กับความเกลียดชังทางการเมืองนี้
มันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน คนกาชาดส่วนหนึ่งมันเลว ก็ด่าคนกาชาดเหล่านั้นไป ด่ากรรมการบริหารเลวๆ ไป....."อุปนายิกา"นี่ยิ่งต้องด่า


การบริจาคเลือด คือการช่วยชีวิตคน เลือดผู้รักประชาธิปไตย ย่อมมีค่าประโยชน์ และเป็นเลือดที่มองเห็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรี   เท่าเทียมกันในคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์   ถ้าเราไปบริจาค แล้วจิตใจเราสูงส่งขึ้น คือมองข้ามความขัดแย้งในเชิงเหตุการณ์   แต่มองไปที่อุดมการณ์ประชาธิปไตย   มองเห็นคนเท่ากัน ... เลือดสีแดงที่เราบริจาค  ย่อมช่วยชีวิตคนไทยในชาติ และการกระทำของเรา  จะได้แสดงออกถึงจิตใจอันกว้างขวาง  ของผู้รักประชาธิปไตย ได้ดีกว่า กปปส.


ในการต่อสู้ ผู้ที่มีจิตใจสูงส่งกว่า  ย่อมได้เปรียบ
- - - - - - - - - -
ใครอยากบริจาค ก็ไปเถอะ   แต่ขอให้ไปเป็นกลุ่ม ใส่เสื้อแดง  และถ่ายรูปมาอัพลงเฟส
ให้รู้ว่า คนเสื้อแดง เป็นไพร่ หัวใจมนุษย์  เรามองที่อุดมการณ์ ไม่ละเลยการช่วยเหลือผู้อื่น
ไม่ใช่คนใจสัตว์ อย่างกลุ่ม กปปส. (กูขอลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของ กปปส.และพวกสลิ่มโง่หน่อยเถอะ พวกมันน่ะหลายทีละใครอยากด่ากูก็ได้นะ กูเหลืออดจริงๆ)
 
คลิก-ดูเพิ่มเติม



lördag 28 februari 2015

หยุดดัดจริตประเทศไทย ช่วยกันประนามปฎิเสธไม่ยอมรับ"กฎเผด็จการ" โดยนำเรื่องราวของพวกเผด็จการพวกเหลือบไรมาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ความจริง ...

(เหลือบไรผู้สืบสันดานทรราช  " ตระกูลเหลือบกิตติขจร " ในอดีตทรราชเหลือบผู้พ่อได้ใช้อำนาจ"คอรัปชั่น"สูบกินผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นจำนวนมหาศาล จนถูกยึดคืนแผ่นดิน  แต่ยังเหลือมรดกที่ดินผืนใหญ่ที่ปากช่องตกมาถึงรุ่นลูกผู้สืบทอดสันดานเหลือบไรไว้ไม่เปลี่ยนแปลง  ช่วยกันประนามตระกูลเหลือบไรผู้เห็นแก่ได้.ไร้คุณธรรมไร้จิตสำนึก..)


[​IMG]


นี่เราจะต้องเสียภาษีบ้านและที่อยู่อาศัยเพื่อให้คนพวกนี้เอาเงินภาษีเราไปบริหารประเทศจริงๆหรือ??//ถามใจตัวเองนะว่าหลังจากอ่านเสร็จแล้วรู้สึกอย่างไร
*สภาสืบพันธุ์เผด็จการ
(คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี ลูก จอมพลถนอม กิตติขจร ตัวแทนกลุ่มเผด็จการปราบนักศึกษา 14 ตค 2516)

คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี แต่งตั้งนายสุวงศ์ ยอดมณี บุตรชาย เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสนช. เงินเดือน 24,000 บาท นางนิภาภรณ์ ยอดมณี ญาติ เป็นผู้ช่วยประจำตัวสนช. เงินเดือน 15,000 บาท

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1425067526

ภาพจาก http://www.naewna.com/lady/gallery/2866


[​IMG]



“บิ๊กโด่ง” เผยสนช.ตั้งลูก-เมียได้ ไม่ผิดกฎหมาย-เป็นเรื่องส่วนบุคคล

คลิก-http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU5UQTVOVGc1TlE9PQ==&subcatid



[​IMG]



-เบื้องหน้าเบื้องหลัง"บวรศักดิ์"ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

[​IMG]

อัพเดท เปิดโปงใครคือไอ้โม่งที่สั่งปิดเกมส์ม็อบกบฎเทพเทือก...อาวุธทางปัญญา เรื่องเก่านำมาให้อ่านใหม่ เพื่อความเข้าใจเรื่องราวเป็นการยกระดับความคิดติดตาม ทันข่าว ทันสถานการณ์ รู้ทันแผนร้ายของ"ไอ้โม่งและอีโม่ง"หัวหน้ามาเฟียใหญ่เจ้าของกฎหมายเผด็จการทรราช.ม.๑๑๒ .. เจ้าของใบสั่งโรดแม็ป "ปฎิรูปอะไร?".แม่น้ำห้าสายของเผด็จการทรราชใช้ทำลายประเทศไทยอยู่เวลานี้...


เปิดโปงใครคือไอ้โม่งที่สั่งปิดเกมส์ม็อบกบฎเทพเทือก...


คำตอบใครคือไอ้โม่งในบทความประชาทอล์ค



                             กลุ่มเสียงประชาชนไทย (สปท.) ได้เกาะติดสถานการณ์ช่วง 5วัน ก่อนการปิดกรุงเทพฯ ของม็อบกบฏเทพเทือกมีกระแสข่าวความวิตกกังวลในทุกวันของประชาชนว่าทหารจะยกกำลังออกมายึดอำนาจโดยจับมือกับกบฏเทพเทือก  ทำไมจึงเกิดกระแสข่าวเช่นนั้น?  มีความเป็นจริงได้มากน้อยเพียงไร?  เกิดวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์มากมายแต่มีบทวิเคราะห์หนึ่งโดยผู้เขียนใช้ว่า “สส.แดงแต่ไม่ดัง” นำเสนอโดย “wiikiki” ในเว็บบอร์ดประชาทอล์ค  โดยมีทั้งเรื่องและรูปภาพประกอบเป็นสองตอนที่ใช้ชื่อว่า เทพเทือก ปิด กทม.? ทำไมไอ้โม่งต้องรีบปิดเกมส์ และ หลักฐาน “ไอ้โม่ง” รีบปิดเกมส์...(เทพเทือกปิด กทม.ภาค2)   มีหลักฐานและเหตุผลที่น่าเชื่อมากว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดรัฐประหารได้หรือไม่และมีผู้สนใจกดเข้าไปอ่านจำนวนมาก  แต่น่าเสียดายที่เว็บบอร์ดในประเทศไทยไม่อาจจะเปิดว่าไอ้โม่งคือใคร และลูกสาวไอ้โม่งคือใครที่เป็นต้นเหตุวิกฤตของประเทศในขณะนี้ ด้วยเพราะมีกฎหมายมาตรา 112 ปิดปากอยู่  ดังนั้น สปท. จึงขอทำหน้าที่วิเคราะห์ต่อเติมและเปิดเผยความจริงที่น่าจะตรงกับเจตนาของผู้ที่ใช้ชื่อว่า สส.แดงแต่ไม่ดัง แต่ไม่ว่าจะตรงหรือไม่ตรง สปท. ขอเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเห็นนี้โดยขอเปิดเผยว่าไอ้โม่งตัวจริงที่ก่อวิกฤตในประเทศไทยมายาวนานคือ “กษัตริย์ภูมิพล” และ ลูกสาวไอ้โม่งในบทความนี้คือ “พระเทพ”  เพื่อความตาสว่างขอให้ท่านผู้อ่านติดตามเนื้อความวิเคราะห์ข้างล่างนี้

เทพเทือก ปิด กทม.? ทำไมไอ้โม่งต้องรีบปิดเกมส์

ศึกษาจากบทเรียน สุจินดา ปี’35 และ เสื้อแดงถูกฆ่า ปี’53




        
บทวิเคราะห์จาก ส.สแดงแต่ไม่ดัง.

 คนทั่วโลกไม่เฉพาะคนไทยที่สงสัยว่าสถานการณ์การปิดกรุงเทพฯ ของม็อบเทพเทือกจะจบลงอย่างไร?    ตอบแบบฟังธงเลยว่า จะจบลงด้วยการรัฐประหารในรูปแบบพิเศษ  “เทพประทาน” 

การเข้าใจสถานการณ์ “ม็อบก่อวิกฤตรัฐ” ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญของไอ้โม่งที่ใช้ในการล้มล้างรัฐบาล ที่ไอ้โม่งและองค์บริวารเหม็นขี้หน้าเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่เป็นความสามารถเฉพาะตัวของไอ้โม่งห้ามลอกเลียนแบบ  หากคนเสื้อแดงได้อ่านบทวิเคราะห์นี้แล้วจะรู้เองว่าทำไมรัฐบาล พล.อ.สุจินดา สังหารประชาชนในปี 2535 จึงจบลงด้วยการเข้าเฝ้า?  แล้วทำไมรัฐบาล ร.ท.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สังหารประชาชนจึงจบลงด้วยคนถูกสังหารตกเป็นจำเลยไม่มีการเข้าเฝ้า  ?

เมื่อ กันยายน 2500 ไอ้โม่งและองค์บริวารเหม็นขี้หน้า รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็รอหาจังหวะล้ม ก็พอดีได้เรื่องต่อต้านกฎหมายนิรโทษสุดซอย  อุ๊ยขอโทษพิมพ์ผิด ก็พอดีได้เรื่องการต่อต้านทุจริตการเลือกตั้ง  ก็เกิดม็อบเดินขบวนขับไล่รัฐบาลจอมพล ป. (ม็อบเดินขบวนก็ไม่ต่างอะไรกับม็อบเทพเทือกเพียงแต่ขนาดเล็กกว่าตามสัดส่วนประชากรและการตื่นตัวต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองในขณะนั้น)  แล้วก็ส่งสัญญาณให้ พล.อ.สฤษดิ์  ธนะรัชต์ ล้ม จอมพล ป. โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกและเกิดการเสียเลือดเนื้อประชาชน  ฟังเหตุผลดูก็คล้ายๆกับม็อบพันธมิตรที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วไอ้โม่งก็ส่งสัญญาณให้ พล.อ.สนธิ ทำการรัฐประหารล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ  เมื่อ 19 กันยา 2549  ต่างกันที่ พล.อ.สนธิ ยังมีชีวิตอยู่ไขข้อข้องใจว่าไอ้โม่งคือใคร?  คำตอบที่เป็นวลีทองคือ “ตายไปก็บอกไม่ได้”

เมื่อ พฤษภาคม 2535 ไอ้โม่งและองค์บริวารเหม็นขี้หน้า รัฐบาล พล.อ.สุจินดา  ก็หนุนหลัง พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง ลูกสมุนคู่ใจอย่างถาวร ก่อม็อบล้มรัฐบาล พล.อ.สุจินดา  ด้วยเหตุผลต่อแหลไปวันๆ ว่านายกฯ สุจินดา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (ก็คล้ายกับม็อบเทพเทือก ที่ต่อแหลไปวันๆ ว่า ต้องปฏิรูปการเมืองไทย) แต่ขนาดของม็อบใหญ่กว่าของม็อบปี 2500 ที่ล้มรัฐบาล จอมพล ป. และรัฐบาลสุจินดามีบทเรียนมากกว่ารัฐบาล จอมพล ป. จึงจัดการปราบปรามผู้ประท้วงและรวบหัวหน้าม็อบ พล.ต.จำลอง ชนิดเอาอยู่จับใส่กุญแจมือเข้าคุกดำเนินการตามกฎหมาย  กระบวนการสืบสวนสอบสวนก็จะต้องเริ่มขึ้นว่าไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลัง พล.ต.จำลอง คือใคร   ไอ้โม่งตัวจริงจึงต้องแสดงบทบาทช่วยเหลือ พล.ต.จำลอง ลูกสมุนเพื่อไม่ให้ข้อกฎหมายลุกลามมาถึงตัวจึงเกิดการพลิกเกมโดยองค์บริวารนำตัว พล.อ.สุจิดา และ พล.ต.จำลอง เข้าเฝ้า แล้วผลรับออกแบบอึ้งไปตามๆกันคือ ล้มรัฐบาลสุจินดา ทั้งๆที่เป็นรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบทางการเมืองและกฎหมาย  บทเรียนจากรัฐบาลสุจินดาล้มทั้งยืน ได้กลายเป็นโมเดลศึกษาเพื่อจะใช้เป็นมาตรฐานจากการกระทำของไอ้โม่ง  แต่ทุกคนลืมไปว่าไอ้โม่งมีหลายมาตรฐาน

นปช. พยายามจะหาคำตอบจากบทเรียนโมเดลล้มรัฐบาลสุจินดา  โดยคาดหวังว่าการสังหารประชาชนของรัฐบาล ร.ท.อภิสิทธิ์ ในเดือนเดียวกันคือ พฤษภาคม ในปีเลขเดียวกันแต่กลับด้านคือ 35 เป็น 53  โดยหวังว่าไอ้โม่งจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับการล้มรัฐบาลสุจินดา แต่การกลับกลายเป็นว่าไอ้โม่งกลับหนุนหลังรัฐบาล ร.ท.อภิสิทธิ์ แล้วถีบศพประชาชนทิ้งไปอย่างไม่แยแสและยังเปิดไฟเขียวอนุมัติงบประมาณให้รัฐบาล ร.ท.อภิสิทธิ์ 8แสนล้านเพื่อให้มีเงินทอนไปซื้อเสียงล่วงหน้าอีกด้วย  คนเสื้อแดงจึงเกิดภาวะตาสว่างว่าไอ้โม่งมีหลายมาตรฐานแล้วแต่อารมณ์และแล้วแต่ผลประโยชน์

มาถึงปัจจุบัน รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์  ไอ้โม่งและองค์บริวารเหม็นขี้หน้าไม่ชอบรัฐบาลรัฐบาลน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ โดยแสดงออกตลอดสองปีเศษจากเหตุการณ์ที่สามัญมนุษย์หาเหตุผลไม่ได้ตั้งแต่วันแรกจนถึงม็อบเทพเทือกประกาศตัวเป็นอันธพาลยึดสถานที่ราชการจนประกาศปิดกรุงเทพฯ รัฐบาลและองค์กรมวลชนต่างๆ พยายามจะทัดทานโดยอาศัยสถาบันตุลาการและองค์กรต่างๆ ของรัฐ โดยไม่เรียกร้องเอากับรัฐบาลเพราะมีบทเรียนตาสว่างว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจจริงแต่แทนที่ศาล องค์กรอิสระและทหารจะห้ามปรามม็อบอันธพาลกลับกลายเป็นว่าต่างช่วยกันรุมรัฐบาลด้วยเหตุผลว่าม็อบอันธพาลที่ยึดหน่วยราชการ (ปิดล้อมกระทรวงมหาดไทยจนถึงวันนี้ยังปิดล้อมต่อเนื่องทำงานไม่ได้) และปิดกรุงเทพฯ เป็นการแสดงออกถึงประชาธิปไตย

รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตาสว่างจากบทเรียนในอดีตทางประวัติศาสตร์ที่ไอ้โม่งชอบล้มรัฐบาลโดยชอบอ้างว่าจะเกิดการเสียเลือดเนื้อของประชาชนจึงเดินแนวทางไม่ใช้ความรุนแรงและยอมผ่อนปรนทุกเรื่องจนไอ้โม่งปวดกบาลหาข้ออ้างอย่างที่เคยๆ ล้มรัฐบาลเล่นงานรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้สักทีและล่าสุด นายกฯยิ่งลักษณ์กลับโยนคำถามที่แสบสันให้ไอ้โม่งที่ไม่ชอบประชาธิปไตยต้องตอบคือ “ยุบสภาแล้วไปเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภา ดีกว่าไหม?” 

ด้วยคำตอบที่ยากสำหรับไอ้โม่งที่ไม่ชอบประชาธิปไตย  จึงเกิดการถลำลึกของไอ้เทพเทือกประกาศความเลวประจานตัวเองด้วยการปิดกรุงเทพฯ  โดยหวังว่าเป็นไม้ตายสุดท้ายที่จะให้ยิ่งลักษณ์ยอม  แต่ก็พบกับความเงียบ จนถึงขณะนี้แผนการรัฐประหารในลักษณะพิเศษจึงต้องเกิดขึ้นแต่เป้าหมายหลักมิใช่การล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่เป้าหมายหลักเป็นการช่วยม็อบเทพเทือก (เพราะการปิดกรุงเทพคือสัญญาณความพ่ายแพ้ทางการเมืองของเทพเทือกลูกสมุน) ส่วนการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นผลพลอยได้ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ความพ่ายแพ้ของ พล.ต.จำลอง ปี 2535 เพราะหากไม่ช่วยม็อบเทพเทือกจะต้องประสบกับการพ่ายแพ้อย่างแน่นนอนเพราะไม่อาจจะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้  และสิ่งที่ไอ้โม่งและองค์บริวารหวาดกลัวที่สุดคือไอ้เทพเทือกจะถูกรวบตัวในคราวนี้และการสอบสวนจะไปถึงตัวไอ้โม่งและองค์บริวารที่อยู่เบื้องหลัง  และจะเป็นความพ่ายแพ้ที่รุนแรงที่สุดนั่นคือประชาชนจะรุมเกลียดชังและประณามไม่ใช่เฉพาะไอ้เทพเทือกแต่จะลามไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังเพราะขณะนี้เขารู้กันหมดแล้วว่าเธอและพวกเธอเป็นใคร

การรัฐประหารในลักษณะพิเศษจะเริ่มต้นจากการชี้มูลของ ปปช. และการตัดสินคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และจะติดตามมาด้วยสารพัดคำวินิจฉัยเล่นงานรัฐบาลขององค์กรเครือข่ายองค์บริวารที่ตอแหลโจ่งแจ้งจนสังคมไทยและสังคมโลกรับไม่ได้เพื่อสร้างความชอบธรรมแบบแหลๆแถๆจนบ้านเมืองปั่นป่วนแล้วก็จะทำการเผด็จศึกปิดเกมในเร็วๆนี้ โดยห้ามวิภาควิจารณ์

ท่านจะเห็นการรัฐประหารในรูปแบบหลากหลายองค์กรถล่มรัฐบาลและถล่มม็อบเทพเทือกไปพร้อมๆกันที่แอ๊บว่าเป็นกลางด้วยข้อกล่าวหาว่าสองฝ่ายทะเลาะกันทำให้ประชาชนเดือดร้อน (ตามสูตรโบราณ) ภายใต้ร่มธง “เพื่อความสามัคคีของคนในชาติ” ซึ่งสุดท้ายหนีไม่พ้นที่เราจะได้เห็นภาพการเข้าเฝ้าของตัวแทนรัฐบาลและตัวแทนม็อบอย่างแน่นอน

โปรดจับตาจะได้เห็นในเร็วๆนี้

เรื่องของกษัตริย์นักลงทุนอันดับ1 และ เป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก.."ความจริง ".คือ กษัตริย์ภูมิพลของประเทศไทยผู้เป็นเจ้าของระบอบอำมาตย์เผด็จการทรราชราชาธิปไตยนั่นเอง...เหลือบศักดินาผู้กดขี่ขูดรีดทำนาบนหลังคน ผู้ปล่อยให้ประชาชนมีชีวิตอยู่แค่"พอเพียง"....



สำนักข่าวดังระดับโลกให้เกียรติ์ในหลวงบอกที่มาของรายได้หลักๆที่ทำให้พระองค์ทรงครองตำแหน่งนักลงทุนอันดับ 1 ในประเทศไทยตลอดกาลและเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลกแต่ให้โอวาทประชาชนมีชีวิตอยู่แค่"พอเพียง"
--------------------------
เนื้อข่าวสำคัญนายวิลเลียม เมลเลอร์ ( William Mellor) สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) กล่าวในหลวงของไทยครองตำแหน่งนักลงทุนอันดับ 1 ของประเทศและพบว่าการครองสิริราชย์สมบัติผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวสองแสนล้านๆบาท ซึ่งเรื่องนี้นั้นไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนใดๆในการทำรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พระเจ้าอยู่หัวฯทรงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดกว่า 30% ในหุ้นเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีพนักงานในเครือกว่า 24,000 คน ผลิตสินค้านับตั้งแต่เคมีภัณฑ์ ไปยันวัสดุก่อสร้างสารพัด ส่วนหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 3 ของไทย และในหลวงทรงถือหุ้นอยู่ 21% ส่วนเทเวศน์ประกันภัย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯถืออยู่ 87% หากนับหุ้นที่ถือผ่านสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็จะคิดเป็น 7.5%ของมูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นไทย

นักลงทุนซึ่งตกใจกลัวจากเหตุการณ์รัฐประหารก็กำลังเฝ้าจังหวะที่จะกลับมาช้อนซื้อหุ้นไทยอยู่ แต่ระหว่างนั้นก็จ้องจะเข้าไปลงทุนในหุ้นที่ในหลวงทรงถือหุ้นใหญ่อยู่ด้วย เนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงอยู่ในพระราชบัลลังก์มาอย่างมั่นคงกว่า 61 ปี แล้ว ก็นับว่าเป็นหุ้นที่ปลอดภัยที่สุดของประเทศไทย รวมทั้งเป็นประเทศเกษตรและอุตสาหกรรมที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเป็นทั้งประเทศที่ส่งออกข้าวใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาคอาเซียน
ตามตัวเลขเดิมนั้น กษัตริย์มีที่นาที่ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี นครปฐม เพชรบุรี สระบุรี นครนายก อยุธยา ปทุมธานี ตามที่รัฐบาลเปิดเผย 53,683 ไร่ โดยแจกเอกสารสิทธิการเช่าที่ดินแก่ราษฎร 43,143ไร่ ส่วนที่ดินในกรุงเทพฯนั้นกษัตริย์มีที่ดินอยู่เกือบครึ่งเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณศูนย์การค้า เช่น สยามสแควร์ ราชประสงค์ สุขุมวิท สีลม สาธร ท่าพระจันทร์ สองข้างถนนราชดำเนิน นางเลิ้ง หัวลำโพง ราชเทวี ประตูน้ำ สำเพ็ง ราชวงศ์ เยาวราช  สี่พระยา บางรัก วงเวียนใหญ่ คลองเตย ฯลฯ
และที่สำคัญคือเป็นเจ้าของที่ดินอันเป็นที่ตั้งของสนามม้าสองแห่งเนื้อที่หลายร้อยไร่ นับเป็นแหล่งการพนันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ กษัตริย์จะได้ค่าเช่าจากสนามม้า ปีละมหาศาล และที่แน่ๆ ก็คือทรงสนับสนุนการแข่งม้า มีการประทานถ้วยให้ม้าแข่งชนะเลิศ
นอกจากนี้ คนยากจนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ก็ยังอาศัยในที่ดินของ คนกรุงเทพฯอยู่ในสลัมถึง 8 แสนคน เกือบทั้งหมดต้องเช่าที่ดินอยู่ และกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในที่ดินของทางราชการและสำนักงานทรัพย์สิน กษัตริย์จึงเป็นเจ้าของที่ดินที่เป็นสลัมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่ทำประโยชน์อย่างมหาศาล และไม่มีใครกล้าแตะต้องยุ่งเกี่ยวด้วยโดยเฉพาะการเสนอกฎหมายจำกัดการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในปัจจุบันพระเจ้าอยู่หัวทรงมีที่ดิน 32,500 ไร่ ในนั้นกว่า 7,500 ไร่ อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไทย โดยพื้นที่บางแห่งมีมูลค่าตารางวาละหลายแสนบาท จากการประเมินของบริษัทซีพีริชาร์ดเอลลิส บริษัทโบรกเกอร์ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก
พื้นที่บางส่วนถูกนำไปพัฒนาเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นช็อปปิ้งมอลล์ใหญ่ที่สุดของประเทศ, สวนลุมไนต์บาร์ซ่า พื้นที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่ทรงไล่นักเรียนเตรียมทหารออกไปเรียนที่นครนายก, พื้นที่ถนนราชดำเนินอันเต็มไปด้วยตึกสวยงามและสถานที่ตั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ และโรงแรมโฟร์ซีซั่น และโรงแรมดุสิตธานี
พระเจ้าอยู่หัวยังทรงถือหุ้น 87% ในโรงแรม เคมเพน สกี้ Kem penski ซึ่งมีฐานมาจากมิวนิค ประเทศเยอรมันนีด้วย ผ่านทางบริษัท CPB EQUITY ทั้งนี้รายงานในปี 2548 ระบุว่าเคมเพนสกี้ในไทยมีมูลค่ากว่า 716 ล้านเหรียญ (กว่า23,000 ล้านบาท)
คริส เบเกอร์ นักประวัติศาสตร์ผู้เขียนเรื่อง " ประวัติศาสตร์ไทย ร่วมกับดร.สุก พงษ์ไพจิตร ถึงกับกล่าวว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง โดยชี้ว่า "สำนักงานทรัพย์สินฯคือองค์กรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในเรื่องงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรอุดหนุนสถาบันกษัตริย์นั้น ทุกประเทศในยุโรปและประเทศที่พัฒนาแล้ว เงินปีที่ประชาชนถวายให้ในฐานะประมุขของประเทศที่พัฒนาแล้ว มีค่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับเงินปีที่ประชาชนถวายให้กับสถาบันกษัตริย์ และสมาชิกราชวงศ์ของประเทศไทย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีคนจนมากมาย อีกทั้งทุกพระองค์ได้รับอภิสิทธิ์ในการยกเว้นภาษีเงินได้ ในขณะที่สถาบันกษัตริย์และสมาชิกในราชวงศ์ในประเทศพัฒนาแล้วต้องเสียภาษีเงินได้มากกว่า 40 เปอร์เซนต์
นอกจากนี้ประชาชนในประเทศไทยยังต้องถวายเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของสมาชิกในราชวงศ์ เพื่อแสดงความจงรักภักดี อาทิ โครงการในพระราชดำริทุกโครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบและประเมินผลได้ โครงการประชาสัมพันธ์พระราชกรณียกิจ และพระกรณียกิจของทุกพระองค์ เป็นต้น อีกทั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีเงินได้ ข้อมูลจากนิตยสารเอลสิเวียร์ Elsevierซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินของประเทศเนเธอร์แลนด์บอกว่า ควีนเบียทริกซ์ มีเงินปีที่ได้รับการถวายในการดำรงตำแหน่ง 762000 ยูโรต่อปี หรือราวปีละ 40 ล้านบาทซึ่งต้องเสียภาษีมากกว่า 40 เปอร์เซนต์ แตกต่างจากงบประมาณที่ประชาชนในประเทศไทยถวายให้กับสำนักพระราชวังสำหรับสำหรับทุกพระองค์ ดังตัวเลขเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่สำนักพระราชวังดังนี้
งบประมาณของสำนักพระราชวัง
ปี 2545 -1,136,536,600 บาท ปี 2546 -1,209,861,700 บาท ปี 2547-1,275,948,400 บาท ปี 2548 -1,501,472,900 บาท ปี 2549 -1,676,888,800 บาท ปี 2550 -1,945,122,400 บาท แยกรายจ่ายเฉพาะปี 2550 เฉพาะที่น่าสนใจ
1. งบบุคลากร 835,701,700 บาท
1.1 เงินเดือนและค่าจ้างประจำ 833,201,700 บาท
1.2 ค่าจ้างชั่วคราว 2,500,000 บาท

2. งบดำเนินงาน 339,869,300 บาท
2.1 ค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ156,432,500 บาท
(1) ค่าเช่ารถยนต์ส่วนกลาง 24 คัน4,635,200 บาท งบประมาณทั้งสิ้น23,176,000 บาท
(2) ค่าเช่ารถยนต์ส่วนกลาง 23 คัน5,110,700 บาท งบประมาณทั้งสิ้น25,553,500 บาท
3. งบลงทุน 9,162,200 บาท
3.1 ค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง9,162,200 บาท
3.1.1 ค่าครุภัณฑ์5,979,700 บาท
4. งบเงินอุดหนุน 756,889,200 บาท
4.1 เงินอุดหนุนทั่วไป756,889,200 บาท

1. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ในพระราชฐานที่ประทับ 280,000,000 บาท
2. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระราชฐานที่ประทับ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร 180,000,000 บาท
3. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระองค์ 65,625,000 บาท
4. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นเงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ 57,856,000 บาท

5. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระราชฐานต่างจังหวัด 100,000, 000 บาท
6. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นเงินเบี้ยหวัดข้าราชการฝ่ายใน 8,908, 200 บาท
7. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นเงินพระราชกุศลตามพระราชอัธาศัย 9,000, 000 บาท
8. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประสานงานโครงการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 19,000, 000 บาท
9. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมากจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 6,500,000 บาท
10. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพระราชฐานและซ่อมเครื่องตกแต่ง 10,000,000 บาท
11. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพระตำหนักจิตรลดารโหฐานพร้อมจัดหาซ่อม ทำเครื่องใช้เครื่องตกแต่ง 15,000,000 บาท
12. เงินอุดหนุนโครงการบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 5,000,000 บาท ยังมีงบแยกเป็นของสำนักเลขาธิการพระราชวังอีก 400 กว่าล้านบาท

ประเทศไทยนอกจาก จะมีราชวงศ์ที่ร่ำรวยมั่งคั่งที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บโดยมีทรัพย์สินล่าสุดรวมกันไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านล้านบาทแล้ว ประชาชาวไทยยังมีภาระเลี้ยงดูราชวงศ์ที่แพงที่สุด มากกว่าราชวงศ์ในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย กษัตริย์ของประเทศอังกฤษและยุโรปเขาจนกว่ากษัตริย์ของเรามาก และกษัตริย์ของเขาต้องเสียภาษีแต่กษัตริย์ของไทยเรารวยกว่าเขามาก แถมยังไม่ต้องเสียภาษีและมีงบประมาณสนับสนุนอย่างเหลือเฟือ รวมทั้งได้รับเงินบริจาคที่มีจากหลายๆแหล่งตลอดทั้งปี.//